• FA Cup ถ้วยอาถรรพ์ของกิเลนผยอง
FA Cup ถ้วยอาถรรพ์ของกิเลนผยอง
02 Nov 2017 03:21 PM

เชื่อว่าใครได้ติดตามเกมรอบรองชนะเลิศฟุตบอลช้าง เอฟเอ คัพ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในค่ำคืนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2017 คงต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือเกมระดับคุณภาพเกมหนึ่งของวงการฟุตบอลไทย

ท้ายที่สุดกลายเป็นเชียงราย ยูไนเต็ดที่เอาชนะจุดโทษเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ผ่านด่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งนั้นถือเป็นครั้งแรกที่ทีมกว่างโซ้งมหาภัยสามารถทำได้

ผลการแข่งขันในเกมนั้นไม่ได้เกิดประวัติศาสตร์กับทีมผู้ชนะเพียงอย่างเดียว กับทีมผู้แพ้ก็ถูกจารึกผลงานไว้เช่นกัน แต่กลับไม่ใช่ผลงานที่น่าจดจำสักเท่าไหร่ เพราะถือเป็นปีที่ 9 ติดต่อกันที่ทีมอย่างเมืองทอง ไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์รายการนี้ได้เลย

หลายคนอาจจะไม่อยากเชื่อว่าทีมที่ยิ่งใหญ่ทีมนี้จะไม่เคยมีถ้วยเอฟเอ คัพในตู้โชว์ของสโมสรเลย "ผัดกะเพรา ลูกหนังไทย" จึงจะพาย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในแต่ละปี ที่กิเลนผยองลงเล่นในถ้วยน็อคเอาท์รายการนี้ ลองติดตามอาถรรพ์ฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพของทีมกิเลนผยอง กันครับ

Image title

มูลนิธิ ไทยคม เอฟเอ คัพ 2009
รอบ 32 ทีม แพ้ บางกอกกล๊าส 0-1
19 สิงหาคม 2009
สนามเฉลิมพระเกียรติฯ คลอง6

ถือเป็นปีเริ่มต้นบนลีกสูงสุดของทีมกิเลนผยอง ที่กลายเป็นน้องใหม่ที่ก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ทันที ด้วยขุมกำลังนักเตะระดับเกรดทีมชาติที่พาเหรดเข้าสู่ทีมไล่ตั้งแต่เกมรับอย่าง ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ เจษฏา จิตสวัสดิ์ ปิยะชาติ ถามะพันธ์ กองกลางนำทัพโดย พิชิตพงษ์ เฉยฉิว และเกมรุกมี ธีรศิลป์ แดงดา เป็นกองหน้าตัวความหวัง บวกกับดาวเตะต่างชาติชั้นยอดอย่าง ซูมาโฮโร่ ยาย่า และ ดาโน่ เซียก้า ซึ่งทีมชุดนั้นคุมทัพโดย "โค้ชแต๊ก" อรรถพล ปุษปาคม

แม้จะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นแชมป์ไทยลีกในปีแรกที่ลงเล่น แต่ในฟุตบอลถ้วยน็อคเอาท์พวกเขากลับเจอกระดูกชิ้นโตอย่างบางกอกกล๊าส ที่มี "โค้ชง้วน" สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ที่เพิ่งกลับมาจากสิงคโปร์คุมทัพ ตั้งแต่รอบ 32 ทีม

ซึ่งสุดท้ายประตูของ โคเน่ คาสซิม ก็ส่งให้เมืองทอง ตกรอบสนิท ซึ่งถือเป็นการพ่ายแพ้อีกเกมที่สนามเฉลิมพระเกียรติฯ คลอง 6 รังเหย้าของทัพกระต่ายแก้วในปีนั้น หลังจากกิเลนผยองเคยบุกมาแพ้ที่นี่มาแล้วก่อนหน้านั้นในฟุตบอลไทยลีก

Image title

มูลนิธิ ไทยคม เอฟเอ คัพ 2010
รอบชิงชนะเลิศ แพ้ ชลบุรี 2-1 (ต่อเวลาพิเศษ)
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2010
สนามศุภชลาศัย

ปีถัดมาความยิ่งใหญ่ของเมืองทองยังคงเดินหน้าต่อไป เมื่อสามารถคว้าแชมป์ลีกได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมการเสริมทัพผู้เล่นคุณภาพอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้ง ดัสกร ทองเหลา ที่กลับจากลีกเวียดนาม รวมถึงปราการหลังทีมชาติไทย ภานุพงษ์ วงศ์ษา และ รณชัย รังสิโย กองหน้าที่ย้ายมาจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

เดือนรองสุดท้ายของปี2010 ทัพกิเลนผยองโดยการคุมทัพของ เรเน่ เดอซาเยียร์ เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ได้เป็นครั้งแรก และมีลุ้นดับเบิ้ลแชมป์ หลังจากเพิ่งคว้าแชมป์ลีกมาได้เมื่อเดือนก่อน ซึ่งมีชลบุรีทีมคู่รักคู่แค้นเป็นด่านสุดท้าย

เกมใน 90 นาทีที่สนามศุภฯ จบลงด้วยการเสมอ 1-1 หลังจากฉลามชลออกนำไปก่อนในท้ายครึ่งแรกจาก เทิดศักดิ์ ใจมั่น ก่อนที่เมืองทองจะตีเสมอได้จาก ดัสกร ในนาทีที่ 64

การต่อเวลาพิเศษล่วงเลยมาถึงนาทีที่ 117 กลายเป็น พิภพ อ่อนโม้ ที่เป็นฮีโร่ ยิงประตูชัยส่งให้ชลบุรีคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้เป็นสมัยแรก ส่วนเมืองทองผิดหวังไปอีกหนึ่งปี

มูลนิธิ ไทยคม เอฟเอ คัพ 2011
รอบชิงชนะเลิศ แพ้ บุรีรัมย์ พีอีเอ 1-0 (ต่อเวลาพิเศษ)
วันที่ 11 มกราคม 2012
สนามศุภชลาศัย

เป็นการเข้าชิงเอฟเอ คัพ ได้ 2 ปีติดต่อกันของเมืองทอง ซึ่งเกมนี้ทัพกิเลนผยองยิ่งมีความมุ่งมั่นเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่า เมื่อต้องพบกับบุรีรัมย์ ทีมที่แย่งแชมป์ลีกไปจากอ้อมอกของพวกเขา

นัดชิงในปีนั้นต้องเลื่อนมาแข่งในต้นปี 2012 เนื่องจากประสบภัยน้ำท่วมหนักในช่วงปลายปีก่อน โดยเกม 90 นาทีที่สนามศุภชลาศัยจบลงด้วยการเสมอกันแบบไม่มีสกอร์ต้องต่อเวลาพิเศษเพื่อหาผู้ชนะ

และกลายเป็น แฟร้งค์ อาชิมปง ที่มายิงประตูชัยนาที 108 ส่งให้บุรีรัมย์คว้าแชมป์ไปครอง ซึ่งปีนั้นกลายเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ของทีมปราสาทสายฟ้า ด้วยการคว้าทริปเบิ้ลแชมป์ไปครองได้สำเร็จอีกด้วย

ส่วนเมืองทองจบฤดูกาลนั้นด้วยการพลาดแชมป์ทุกถ้วยเป็นครั้งแรก โดยมี ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อดีตนักเตะระดับตำนานของลิเวอร์พูล รับบทผู้เล่นควบเฮดโค้ชทำหน้าที่ในช่วงท้ายซีซั่น

มูลนิธิ ไทยคม เอฟเอ คัพ 2012
รอบ 8 ทีม แพ้ อาร์มี่ 2-3 
วันที่ 4 ตุลาคม 2012
สนามกีฬากองทัพบก

ปีแห่งการทวงคืนความยิ่งใหญ่ของเมืองทอง เมื่อสามารถก้าวกลับมาคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 3 ได้แบบไร้พ่ายตลอดทั้งฤดูกาล โดยการนำทัพของ สลาวิซา โยคาโนวิช ซึ่งเป็นปีที่ได้คีย์แมนคนสำคัญอย่าง มาริโอ ยูรอฟสกี้ ย้ายมาร่วมทัพด้วย

แต่ในฟุตบอลเอฟเอ คัพ "ย็อคก้า" ก็ไม่สามารถพาทีมไปถึงแชมป์ได้ เมื่อจอดที่รอบ 8 ทีมด้วยการพ่ายแพ้ให้แก่อาร์มี่ ยูไนเต็ด

เกมที่สนามกีฬากองทัพบกสนุกสุดมันเมื่อทั้งสองทีมผลัดกันนำผลัดกันตาม ก่อนเป็น ธาตรี สีหา ที่รับบทฮีโร่ยิงประตูชัยในช่วง 4 นาทีสุดท้ายให้ทีมเอาชนะไปได้ 3-2 และเป็นปีที่ทัพอาร์มี่ก้าวเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่สุดท้ายก็แพ้ให้กับบุรีรัมย์ ได้เพียงรองแชมป์ไปครอง

Image title

มูลนิธิ ไทยคม เอฟเอ คัพ 2013
รอบรองชนะเลิศ แพ้ บุรีรัมย์ 0-1
วันที่ 25 กันยายน 2013
สนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต 

อีกหนึ่งปีที่เมืองทองต้องกลับมาคว้าน้ำเหลวอีกครั้งในเรื่องของถ้วยรางวัล ซึ่งทีมมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงกลางปี หลังจากการคุมทัพในปีที่สองของ ย็อคก้า ทำผลงานได้ไม่ดีอย่างที่คิด จึงต้องถูกปลดออกไป

อย่างไรก็ตามการกลับมาของ เรเน่ เดอซาเยียร์ ก็พาทีมตะลุยเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพได้ โดยมีคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นคู่แข่ง

สุดท้ายประตูชัยประตูเดียวของ มานูเอล เรดอนโด้ การ์เซีย ในนาทีแรกของครึ่งหลังก็ช่วยให้ปราสาทสายฟ้าตีตั๋วเข้ารอบชิง ก่อนจะเช็คบิลบางกอกกล๊าสคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 3 ติดต่อกันได้อีกด้วย

Image title

มูลนิธิ ไทยคม เอฟเอ คัพ 2014
รอบ 8 ทีม แพ้ บางกอกกล๊าส 1-2
วันที่ 6 สิงหาคม 2014
ลีโอ สเตเดี้ยม

ถือเป็นปีที่เก้าอี้กุนซือของทีมไม่มีความชัดเจนตั้งแต่เริ่มฤดูกาล เมื่อ สก็อตต์ คูเปอร์ แยกทางกับทีมไปตั้งแต่ต้นซีซั่น และกลายเป็น พล ชมชื่น ที่เข้าขัดตาทัพอยู่หลายเดือน

จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม ดราแกน ทาลายิช กุนซือชาวโครแอตที่เมืองทองตามจีบอยู่นานก็เข้ามารับบทกุนซือของทีม แต่ดูทุกอย่างจะสายเกินไป เพราะปีนั้นเมืองทองจบด้วยอันดับที่ 5 ของตารางคะแนนไทยลีก ซึ่งถือเป็นอันดับที่แย่ที่สุดตั้งแต่เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุด

ส่วนฟุตบอลถ้วยอย่างเอฟเอ คัพ ก็เจอกับความร้อนแรงของ บางกอกล๊าส เล่นงานเข้าให้ และพ่ายแพ้ที่ ลีโอ สเตเดี้ยม ไป 1-2 จบเส้นทางเพียงแค่รอบ 8 ทีม ส่วน บีจี ก็ก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ถ้วยนี้ได้ในท้ายที่สุด 

Image title

ช้าง เอฟเอ คัพ 2015
รอบชิงชนะเลิศ แพ้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-3
วันที่ 26 ธันวาคม 2015
สนามศุภชลาศัย

ดราแกน ได้โอกาสแสดงฝีมือการคุมทีมแบบเต็มๆ อีกครั้งในปีนี้ และพาทีมเดินหน้าต่อกรกับคู่แข่งได้ดี แต่ก็ดีไม่สุด ด้วยการจบอันดับที่ 2 และเสียแชมป์ให้กับบุรีรัมย์อีกปี โดยมีคะแนนตามหลังถึง13 คะแนน 

อย่างไรก็ตามพวกเขาได้โอกาสแก้มือในฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ ที่โคจรมาเจอกันในรอบชิงเป็นครั้ง 2 แต่เกมนั้นบุรีรัมย์ทำได้ดีกว่าออกนำห่างไปถึง 3-0 จากจุดโทษของ อันเดรส ตูเญซ , โก ซุล กี และ จักรพันธ์ แก้วพรหม 

ส่วน เมืองทอง ตีไข่แตกได้หนึ่งประตูจาก มาริโอ ยูรอฟสกี้ แต่เจ้าตัวก็มาโดนไล่ออกในท้ายเกม ซึ่งนั้นคือการลงสนามเกมสุดท้ายในสีเสื้อเมืองทองหลังจากอยู่กับทีมมา 4 ปีเต็ม

เมืองทองอกหักในรอบชิงเอฟเอ คัพเป็นครั้งที่ 3 และจบฤดูกาลด้วยมือเปล่าอีกครั้ง พร้อมกับการปลด ดราแกน ทาลายิช หลังจบฤดูกาล

Image title

ช้าง เอฟเอ คัพ 2016
รอบ 8 ทีม แพ้ ชลบุรี 0-3
วันที่ 21 กันยายน 2016
สนามราชมังคลากีฬาสถาน

หลังมือเปล่ามา 3 ปีติด เมืองทองจึงลงทุนครั้งใหญ่ในการเสริมทัพเพื่อทวงถ้วยแชมป์อีกครั้ง โดยมีการคว้านักเตะดีกรีทีมชาติเข้าทีมหลายคนทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธิ์ , ธนบูรณ์ เกษารัตน์ , อดิศักดิ์ ไกรษร , ทริสตอง โด และ ธีราทร บุญมาทัน พร้อมกับดึง ธชตวัน ศรีปาน เข้ามาเป็นกุนซือ ซึ่งถือเป็นเฮดโค้ชคนไทยอย่างเป็นทางการคนแรกต่อจาก โค้ชแต๊ก อรรถพล ที่คุมทีมในปี 2009

ซึ่งการทุ่มงบประมาณในครั้งนี้ไม่สูญเปล่า เมื่อโค้ชแบนและลูกทีมเดินหน้าคว้าชัยจนจบด้วยอับดับที่ 1 ของตารางคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 4 ได้เป็นผลสำเร็จ

อย่างไรก็ตามในฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ ก็ยังคงเป็นอาถรรพ์ของพวกเขาต่อไป เมื่อต้องตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยแพ้ให้กับชลบุรีไป 0-3 ซึ่งเกมนั้นเมืองทองต้องใช้สนามราชมังคลากีฬาสถานทำการแข่งขัน และห้ามแฟนบอลเข้าชมเกม หลังโดนแบนจากกรณีความวุ่นวายของแฟนบอลเมืองทองและการท่าเรือ

Image title

ช้าง เอฟเอ คัพ 2017
รอบรองชนะเลิศ แพ้จุดโทษ เชียงราย ยูไนเต็ด 5-6 (เสมอในเวลา 120 นาที 2-2)
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2017
สนามราชมังคลากีฬาสถาน

เป็นปีแรกที่เมืองทองทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลถ้วย2รายการพร้อมกัน โดยในฟุตบอลเอฟเอ คัพ พวกเขาต้องเจอคู่ปรับทีมใหม่ที่ทุ่มทุนมหาศาลในปีนี้อย่างเชียงราย ยูไนเต็ด

แม้สถิติในการเจอกันกิเลนผยองจะเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยพลาดท่าแพ้ให้กับทีมจากแดนเหนือเพียงเกมเดียวใน 14 เกมที่เจอกัน แต่เกมที่ราชมังคลากีฬาสถานกลับกลายเป็นทีมกว่างโซ้งที่ออกนำไปก่อนถึง 2-0

อย่างไรก็ตามสองประตูสุดสวยของ ชาริล ชัปปุยส์ และ เฮเบอร์ตี้ เฟอร์นานเดซ ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายก็ช่วยให้เกมนี้ต้องยืดเยื้อออกไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ และเลยเถิดไปถึงการดวลจุดโทษตัดสิน

สุดท้ายความยอดเยี่ยมของ ฉัตรชัย บุตรพรม นายทวารของเชียงราย ทำให้เมืองทองพ่ายแพ้จุดโทษ พลาดการเข้าชิงชนะเลิศ และกลายเป็นปีที่ 9 ติดต่อกันที่เมืองทองยังไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์รายการนี้แม้แต่ครั้งเดียว

Mod
มด สุรเดช

....

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
ผู้ชม : 1329
โปรดเข้าสู่ระบบก่อนทำการโพสคอมเม้น

หรือ